ตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชียวชาญได้บอกไว้ว่า ควรใช้ครีมกันแดดทุกๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกันแสงแดดจากรังสี UVA (ทำให้เกิดริ้วรอย) และ UVB (ทำให้ผิวหนังไหม้และหมองคล้ำ) โดยครีมกันแดดชนิดสเปรย์ ถูกคิดค้นมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเรื่อง การพกพา และการทาทับระหว่างวัน



1. SPF 50 PA+++ ปกป้องผิวจาก UVA, UVB

2. ไม่เหนียว ไม่มัน ฉีดทับได้ตลอดทั้งวัน

3. ไม่แพ้ เพราะใช้สารสกัดจากธรรมชาติ

4. อนุภาคนาโน ซึมง่าย แห้งเร็ว ไม่อุดตัน

5. ไม่เป็นคราบขาว ฉีดเลย หน้าไม่วอก

6. ฉีดทับ Make Up ได้ เมคอัพไม่หลุด

7. คอลลาเจน ลดริ้วรอยก่อนวัย

8. น้ำแร่ เพิ่มความชุ่มชิ้นผิวหน้า

9. ผิวกระจ่างใส ลดกระ ฝ้า จุดด่างดำ

10. พกพาง่าย ใช้สะดวก ไม่เกะกะ



สเปรย์กันแดด กับ ครีมกันแดด แตกต่างกันอย่างไรนะ? แบบไหนที่ใช่กับเราที่สุด


สเปรย์กันแดด และ ครีมกันแดด สามารถปกป้องรังสียูวี มะเร็งผิวหนัง และริ้วรอยก่อนวัยได้เหมือนกัน แตกต่างก็เพียง “การใช้งาน” ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเลือกใช้งานแบบไหน มีไลฟ์สไตล์อย่างไร หรือมีผิวแบบไหน และนี่คือคำแนะนำจาก เจนนิเฟอร์ สไตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์ผิวหนัง ณ ศูนย์การแพทย์เอ็นวายยู มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

1. สเปรย์กันแดด (Ultra Mist)

นี่คือที่สุดของที่สุดในการโน้มน้าวให้บรรดาผู้ที่ไม่ชอบทาครีมกันแดด สามารถหันมาปกป้องผิวตัวเองได้อย่างสะดวกสบายง่ายดายขึ้นด้วย “สเปรย์กันแดด” แน่นอนเลยว่าด้วยละอองสเปรย์นั้นจะทำให้ตัวกันแดดซึมซาบเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว เนื้อเบาบางไม่เหนียวเหนอะหนะสามารถใช้ได้ตลอดวัน ขนาดกะทัดรัดพกพาสะดวกและสามารถพ่นทับ make up ได้ทันทีไม่ต้องรอนานถึง 15 นาทีถึงเนื้อครีมจะแห้ง

แม้จะใช้งานได้ง่าย แต่ที่เพิ่มมาคือการต้องระวังในการใช้สเปรย์กันแดด ควรถือกระป๋องสเปรย์ห่างจากใบหน้าประมาณ 20 เซนติเมตร หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับตา และควรจะฉีดก่อนออกแดดประมาณ 15 นาที อาจจะฉีดสเปรย์ซ้ำอย่างน้อยทุกๆ 4 ชั่วโมงเพื่อประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA/UVB สูงสุด และที่พิเศษมากไปกว่าครีมกันแดดทั่วๆไปและเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนหันมานิยมใช้สเปรย์กันแดดกันมากขึ้นก็คือ สามารถฉีดทับ Make Up ได้โดยไม่ต้องล้างหน้าแล้วทาครีมกันแดดและแต่งหน้าใหม่

2. โลชั่นหรือครีมกันแดด

จุดเด่นของโลชั่นและครีมกันแดด คือ การช่วยสร้างและเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้มากเป็นพิเศษ จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย เพราะเมื่อผิวทั้งสองแบบนี้ ต้องพบกับแสงแดดแรง (อย่างแดดเมืองไทย น้ำตาไหลแรง) ความชุ่มชื้นในผิวจะหายและแห้งไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้ความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยมาเยือนได้อย่างง่ายดาย

นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ครีมกันแดดบางตัวยังช่วยในการบำรุงผิวให้สุขภาพดี ปรับสีผิวให้เนียนเรียบสมำเสมออีกด้วย

ถ้าหากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด เราขอเสนอ "KEELEYS HYDRA FIRM-UP WHITENING MIST ไฮดร้า เฟิร์มอัพ ไวท์เทนนิ่ง มิสท์" ผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาพิเศษ ที่พร้อมสร้างสรรค์ขึ้น ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว



☀ ครีมกันแดด ทาอย่างไรให้ปกป้องผิวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ☀

ครีมกันแดด เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับสาวๆในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่อยากผิวหมองคล้ำเพราะแสงแดดกันแล้วหละก็อย่าลืมทาครีมกันแดดกันเป็นประจำนะคะ แต่การทาครีมกันแดดก็ใช่ว่าจะสามารถปกป้องแสงแดดได้ 100% ถ้าคุณมีวิธีการทาที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ กับวิธีทาครีมกันแดด วันนี้เราลองมาดูกันนะคะว่าครีมกันแดดนั้นต้องทาอย่างไรถึงจะปกป้องผิวได้อย่างสูงสุด

1.สำหรับผิวหน้าควร ทาครีมกันแดดหลังจากทาครีมบำรุงหน้าแล้ว และควรทาให้ทั่วบริเวณใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา ให้เนื้อครีมกระจายตัวสม่ำเสมอ และสำหรับผิวตัวให้ทาให้ทั่วทั้งลำตัวและบริเวณลำคอ

2.ขั้นแรก ต้องเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับวิธีการใช้งานและสภาพผิว

– เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับวิธีการใช้งาน คือ สำหรับทาหน้าหรือทาตัว เพราะผิวหน้าคนเราค่อนข้างบอบบางมากกว่าผิวตัว ดังนั้นใช้แยกกันเป็นดีที่สุดนะคะสาวๆ

– เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว กรณีที่เราต้องการทาครีมกันแดดที่ผิวหน้า ถ้าไม่อย่าให้หน้าเราเกิดอาการแพ้ อุดตัน จนเกิดเป็นสิวขึ้นมา ควรเลือกเนื้อครีมที่เหมาะกับสภาพผิวหน้าของเรา เช่น ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผิวมัน อาจเลือกเนื้อครีมที่บางเบาในรูปแบบเจล เพื่อป้องกันการอุดตัน และไม่ระคายเคือง

3. แสงแดดที่ร้อนแรงแบบในทุกวันนี้ ทำให้ผิวสวยๆของเราเกิดความหมองคล้ำได้ง่ายมาก ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 40 – 50 เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่าปกป้องผิวของคุณได้จริงๆ

4. ทาครีมบำรุงหลังจากออกแดดหรือหลังอาบน้ำ ควรเป็นครีมที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหลังจากเผชิญกับแสงแดดมาทั้งวัน และอาจจะช่วยต่อต้านการสร้างเม็ดสีเมลานิน เพื่อป้องกันผิวหมองคล้ำจากแสงแดดด้วย

5. ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 15 นาที และอาจทาซ้ำระหว่างวัน เพื่อให้ประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากแสงแดดยังคงอยู่ แต่สำหรับครีมกันแดดบางตัวที่สามารถปกป้องผิวได้ยาวนานก็สามารถทาแค่ครั้งเดียวก่อนออกจากบ้าน โดยไม่ต้องทาซ้ำระหว่างวันเลย

6. ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่ร่ม ห่างไกลจากแสงแดด หรือไม่ทิ้งไว้ในรถที่มีอากาศร้อน เพราะอาจจะทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดลงได้ ดังนั้นพกติดตัวใส่ประเป๋า ไปเรียน หรือไปทำงาน ให้อุ่นใจเอาไว้เป็นดีที่สุดนะคะ ออกแดดเมื่อไหร่ก็หยิบมาทาได้ตลอดเวลา

ถ้าหากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด เราขอเสนอ "KEELEYS HYDRA FIRM-UP WHITENING MIST ไฮดร้า เฟิร์มอัพ ไวท์เทนนิ่ง มิสท์" ผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาพิเศษ ที่พร้อมสร้างสรรค์ขึ้น ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว

(บทความ Credit: cynhite.com)

 
สารต้องห้ามใช้ในเครื่องสำอาง
 

ผู้คนส่วนใหญ่อยากมีผิวหน้าที่ขาวใส ครีมหน้าขาวนี้จัดเป็นผลิตภัณฑ์ยอดฮิตในบรรดาสุภาพสตรี เพราะเห็นผลเร็ว ผิวขาวเนียนใสจริง แต่ภายในระยะเวลาอันสั้น ความขาวใสนี้ จะถูกแทนที่ด้วยอาการข้างเคียงที่ตามมา

ปรอท(mercury)
ปรอทช่วยให้สีผิวขาวขึ้น และยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ชนิด staphylococcus จึงป้องกันสิวสารประกอบของปรอททำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร ผิวบางลง และเมื่อใช้ติดต่อกัน เป็นเวลานานจะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแส โลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบ 
 
ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)
ไฮโดรควิโนนออกฤทธิ์โดยการยับยั้งกระบวนการทางเคมีของเซลล์สร้างเม็ดสี(melanocyte) โดยไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส(Tyrosinase)ที่ทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดสี(melanin)  หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

สเตียรอยด์ (Steroid)
เสตียรอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารเคมีสื่อกลาง(mediators) เช่น โพรสตาแกรนดิน(prostaglandin) และลิวโคไตรอีน(leukotriene) ที่ใช้ในการการสร้างเม็ดสี (melanin) ทำให้ปริมาณเม็ดสีลดลงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น การใช้ยาทาเสตียรอยด์ในความเข้มข้นสูง และใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวหน้าบาง ทำให้มลภาวะสารพิษจากภายนอกเข้าสู่ผิวหนังชั้นแท้ได้ง่ายขึ้น

กรดเรติโนอิก (Retinoic acid)
เรตินอยด์(Retinoids) มีผลรบกวนกระบวนการสร้างเม็ดสี โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือกระตุ้นการแบ่งเซลล์และเร่งการผลัดเซลล์ของผิวกรดเรทิโนอิกอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวหน้าลอก อักเสบ แพ้แสงแดดได้ง่าย อาจเกิดภาวะผิวด่างขาวหรือผิวคล้ำได้ชั่วคราว

สารดังกล่าวข้างต้น ก็จะเป็นเพียงแค่บางส่าวนที่ยกตัวอย่างมาให้ได้ดูกัน ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากองค์การอาหารและยา
และอย่าลืมเลือกสินค้าที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการอาหารและยาเท่านั้น

 
เทคนิคและขั้นตอนการดูแลผิวสำหรับคนผิวมัน
 

ไม่ว่าจะเป็นสาวผิวขาว ผิวคล้ำหรือผิวดำ ก็มักจะมีความกังวลในเรื่องของความมันส่วนเกินที่เกิดบนใบหน้า ทั้งมลภาวะ สภาพอากาศ รวมถึงกิจกรรมภายในชีวิตประจำวันก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิว ซึ่งสาวผิวมันจะมีลักษณะของผิวที่มีการสร้างน้ำมันขึ้นบนผิวหน้ามากกว่าผิวอื่นๆ ดังนั้นถ้าเราทราบดีว่า เราอยู่ในกลุ่มของสาวผิวมันแล้วละก็ ควรที่จะรู้จักและเทคนิคการดูแลผิวหน้า และขั้นตอนของการทำความสะอาดรวมไปถึงการบำรุงผิวสำหรับสาวผิวมัน

1.การทำความสะอาดผิว
การทำความสะอาดสำหรับสาวผิวมัน ผิวหน้าที่มีความมันบนใบหน้า จะมีลักษณะของรูขุมขนที่กว้าง ลักษณะของรูขุมขนที่กว้างจะมีการสะสมสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่าผิวลักษณะอื่นๆ เราห้ามปล่อยให้สิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้า ดังนั้นในการทำความสะอาดผิวหน้าควรทำความสะอาดในช่วงเวลาเช้าและก่อนนอน หรือล้างเฉพาะในช่วงที่รู้สึกว่าผิวหน้ามีความมันสะสมอยู่มาก แต่ห้ามล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เพราะเป็นการเร่งให้ผิวนั้นผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทนน้ำมันที่เสียไปมากกว่าเดิม

2.ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า
การเลือกผลิตภัณฑ์หรือโฟมสำหรับทำความสะอาดใบหน้า ข้อห้ามสำหรับสาวผิวมันคือห้าใช้โฟมล้างหน้าในรูปแบบของสครับ เพราะเม็ดสครับจะเป็นการกระตุ้นรูขุมขนให้สร้างน้ำมันเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ควรเลือกเนื้อโฟมหรือลักษณะโฟมที่เป็นเนื้อเจล ที่มีค่า PH ที่เป็นกลางหรือสภาพกรดเล็กน้อย จะเหมาะสำหรับสาวผิวมันเป็นอย่างดีเพราะกรดจะมีการป้องกันแบคทีเรียได้ดี

3.ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
เมื่อเราทำความสะอาดผิวแล้วควรที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ Toner ชนิดไม่มี Alcohol เช็ดบนผิวหน้าทุกครั้งหลังล้างหน้า ซึ่งตัว Toner จะช่วยในเรื่องของการควบคุมความมันบนผิวหน้าได้ดี และผลิตภัณฑ์สำหรับการบำรุงผิวควรเลือกที่มีส่วนผสมของน้ำเป็นหลักมากกว่าเป็นเนื้อเบส เพราะเนื้อเบสนั้นจะก่อให้เกิดความมันบนผิวหน้าได้ระหว่างวัน โดยเฉพาะครีมกันแดด จำเป็นที่จะต้องดูส่วนผสมที่เหมาะสำหรับสาวผิวมัน

4.เครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์รองพื้นสำหรับแต่งหน้าควรเลือกในลักษณะสูตรที่เป็นเนื้อน้ำ หรือสูตรเจลโดยไม่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ ลักษณะรองพื้น 2 ชนิดที่กล่าวมาเบื้องต้น จะมีความบางเบา กันน้ำกันเหงื่อ และปกปิดรูขุมขนได้ ไม่มีการหลุดระหว่างวัน ซึ่งลักษณะของสาวผิวมันควรไปเน้นในเรื่องของสารสกัดที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยลดความมันบนใบหน้า เพื่อเน้นการบำรุงให้ผิวกระจ่างใสและไม่มีหมองระหว่างวัน

5.อาหารผิว
การกินหรือรับสารอาหารที่เหมาะสำหรับสาวผิวมันนั้น เป็นวิตามินบี 2 ซึ่งวิตามินบี 2 เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าหากขาดวิตามินชนิดนี้จะส่งผลให้ผิวหน้ามีความมันเกิดขึ้นมามากกว่าปกติ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 จะเป็นพวก ถั่ว ธัญพืช ผักและผลไม้ต่างๆ และที่สำคัญคือลดอาหารที่ให้ความมัน เพราะจะทำให้ต่อมไขมันมีการผลิตน้ำมันออกมา ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกน้ำตาล และ Junk Food รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มี Alcohol เปลี่ยนมาดื่มน้ำให้เพียงพอ หรือดื่มน้ำผักผลไม้ช่วยลดความมันบนใบหน้า และยังช่วยให้ผิวพรรรณดูสุขภาพดีอีกด้วย